ความคุ้มครองที่คุณคาดไม่ถึง ของ พ.ร.บ. รถยนต์

ประกันภัยภาคบังคับ หรือ พ.ร.บ.รถยนต์ เป็นสิ่งที่รถยนต์ทุกคันที่ขึ้นทะเบียนจำเป็นต้องมี และเชื่อว่ายังมีหลายคนที่ไม่ยที่ยังไม่เข้าใจว่า พ.ร.บ. นั้นคืออะไร และมีความสำคัญต่อเราอย่างไร  วันนี้จะพาไปทำความรู้จักกับ พ.ร.บ. ประกันภัย รถยนต์กัน คุ้มครองอะไรให้กับเราบ้าง จากที่เคยได้มีการอธิบายเกี่ยวกับ พ.ร.บ. และประกันภัยรถยนต์เบื้องต้นไปบ้างแล้วนั้นว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร เพื่อเป็นแนวทางให้กับผู้ที่สนใจต้องการซื้อประกันรถยนต์ชั้นต่าง ๆ  ครั้งนี้จึงขอรายละเอียดและความสำคัญของ พ.ร.บ รถยนต์ รวมทั้งสิทธิประโยชน์ที่ผู้ขับขี่จำเป็นต้องรู้ มานำเสนอให้ทุกคนได้รู้

พ.ร.บ. รถยนต์ คืออะไร

พ.ร.บ. รถยนต์ คือ ประกันภัยภาคบังคับ ตามพระราชบัญญัติ การคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม กฎหมายกำหนดให้รถยนต์หรือพาหนะทางบกทุกประเภทที่มีการจดทะเบียนกับกรมขนส่งทางบก  จะต้องทำ พ.ร.บ. รถยนต์ หรือ ประกันภัยภาคบังคับเพื่อคุ้มครองบุคคลเมื่อมีการเกิดอุบัติเหตุเกิดขึ้น โดยไม่คำนึงว่าบุคคลนั้นจะเป็นผู้ฝ่ายผิดหรือไม่ก็ตาม โดยจะให้ความคุ้มครองในรูปแบบของเงินชดเชยและค่ารักษาพยาบาลตามที่กฎหมายกำหนด

นอกจากคุ้มครองผู้ที่ประสบอุบัติเหตุแล้วกฎหมายยังให้ใช้สำหรับการขยายเวลาในการต่อภาษีรถยนต์ประจำปีหรือที่เรียกว่าการต่อทะเบียนรถยนต์ สามารถต่ออายุได้ล่วงหน้า 3 เดือน และ มีความจำเป็นต้องต่ออายุ พ.ร.บ ตามกฎหมายทุกปี หากไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติรถถือว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายต้องเสียค่าปรับไม่เกิน 10,000 บาทและจะต้องเก็บหลักฐานการต่อ พ.ร.บ. เอาไว้กับรถตลอดเพื่อแสดงต่อเจ้าหน้าที่เมื่อมีการขอตรวจสอบ ในปัจจุบันกฎหมายกำหนดให้มีการติดตั้งแผ่นสี่เหลี่ยมบนกระจกรถยนต์หรือป้ายภาษี เพื่อใช้แสดงว่ารถยนต์ที่มีสัญลักษณ์ภาษีเป็นรถยนต์ที่ได้ทำประกันบังคับ จึงสามารถต่ออายุรถยนต์และมีป้ายภาษีได้

รถยนต์ได้รับยกเว้นไม่ต้องทำพ.ร.บ.

จากพระราชบัญญัติ การคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535

รถเฉพาะองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาทและรถผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

รถของสำนักพระราชวังที่จดทะเบียนและมีเครื่องหมายตามระเบียบที่เลขาธิการพระราชวังกำหนด

รถของกระทรวง ทบวง กรม เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด สุขาภิบาล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และราชการส่วนท้องถิ่นที่เรียกชื่ออย่างอื่น และรถยนต์ทหารตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ทหาร

รถอื่นตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง เช่น รถที่จดทะเบียนในต่างประเทศและนำเข้ามาใช้ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวโดยเจ้าของรถไม่มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร เจ้าของรถต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัย

 

ความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ

  1. ค่าเสียหายเบื้องต้น : จะได้รับค่าชดเชยภายใน 7 วัน โดยไม่จำเป็นต้องรอพิสูจน์ความผิด

กรณีบาดเจ็บจะได้รับค่ารักษาพยาบาลคนละไม่เกิน 30,000 บาท

กรณีได้รับความเสียหายต่อร่างกาย หรือทุพพลภาพคนละไม่เกิน 35,000 บาท

หากได้รับบาดเจ็บแล้วสูญเสียอวัยวะตามมาจะได้รับรวมกันคนละไม่เกิน 65,000 บาท)

กรณีเสียชีวิต จะได้รับค่าปลงศพ คนละไม่เกิน 35,000 บาท

(หากได้รับการรักษาพยาบาลแล้วแต่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ จะได้รับไม่เกินคนละ 65,000 บาท ตามค่าใช้จ่ายจริง)

  1. ค่าสินไหมทดแทน : เงินชดเชยที่จะได้รับเมื่อผ่านการพิสูจน์ความผิดแล้วว่าเป็นฝ่ายถูก

กรณีได้รับบาดเจ็บ ค่ารักษาพยาบาลเบิกตามจริงคนละไม่เกิน 80,000 บาท

กรณีสูญเสียอวัยวะ หรือ ทุพพลภาพถาวร คนละ 200,000-300,000 บาท

กรณีเสียชีวิต ได้รับค่าชดเชยเต็มสูงสุด คนละ 300,000 บาท

กรณีเข้ารับการรักษาพยาบาลในฐานะผู้ป่วยใน จะได้รับค่าชดเชยวันละ 200 บาท ไม่เกิน 20 วัน

 

ขั้นตอนการใช้สิทธิ์ขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นมีดังนี้

  1. กรณีบาดเจ็บ : ให้ใช้ใบเสร็จรับเงินที่ได้จากโรงพยาบาลและสำเนาบัตรประชาชน หรือสำเนาหลักฐานอื่นที่ทางราชการออกให้ เพื่อเป็นหลักฐานของผู้ประสบภัย

 

  1. กรณีได้รับบาดเจ็บแล้วต่อมาทุพพลภาพ : ให้ใช้เอกสารเช่นเดียวกับกรณีบาดเจ็บ มีเอกสารที่ต้องใช้เพิ่มเติมคือ ใบรับรองแพทย์ หรือหลักฐานอื่นๆ ที่สามารถยืนยันได้ว่าผู้ประสบภัยทุพพลภาพจริง รวมถึงสำเนาบันทึกประจำวันของพนักงานสอบสวนหรือหลักฐานที่บ่งชี้ได้ว่าเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุรถยนต์จริง ๆ

 

  1. กรณีเสียชีวิต : ให้ใช้สำเนามรณบัตร สำเนาบัตรประชาชน และสำเนาบันทึกประจำวันของพนักงานสอบสวนในการยื่นขอรับค่าเสียหาย
Posted in ประกันภัยรถยนต์ | Tagged , | Leave a comment

ขับรถชนน้องหมา ประกันจ่ายไหม ใครผิด?

หลาย ๆ คนมักสงสัยกันว่า หากขับรถชนสุนัขประกันจะจ่ายรึเปล่า สามารถเคลมประกันได้ไหม ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ เพราะอุบัติเหตุมักเกิดขึ้นได้เสมอไม่ว่าจะขับรถชนรถ ขับรถชนคน หรือขับรถชนสัตว์  อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับคนสามารถที่จะเคลมประกันได้ แต่กับสุนัขละเราจะเรียกร้องความเสียหายจากใครได้

1.ขับรถชนหมาบนท้องถนน

ว่าด้วยกฎหมายอาญา 377 ผู้ใดไม่ควบคุมสัตว์หรือสัตว์ร้ายปล่อยปละละเลยให้สัตว์นั้นเที่ยวไปโดยลำพังและทำให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหายเจ้าของหมาจะต้องรับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดกับเจ้าของรถอีกทั้งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือนหรือไม่เกิน 1,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับเท่ากับว่ากรณีนี้หมาเป็นฝ่ายผิด

ตามกฎหมายอาญามาตรา 377 บุคคลใดปล่อยปละละเลย ไม่ควบคุมสัตว์ หรือ สัตว์ร้ายให้ดี ปล่อยให้สัตว์เดินทางตามลำพัง และสร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สินของผู้อื่น เจ้าของสุนัขต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเจ้าของรถและ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือนหรือไม่เกิน 1,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ เท่ากับกรณีนี้ว่าสุนัขเป็นฝ่ายผิด

ยกตัวอย่าง ถ้าหากเราขับรถอยู่บนถนนอยู่ดี ๆ แล้วมีหมามาตัดหน้ารถเรา หมาจะมีเจ้าของหรือไม่ก็ตาม ถือว่าหมาเป็นฝ่ายผิด เพราะถนนเป็นทางสาธารณะไม่ใช้ทางสำหรับสัตว์

2.ขับรถไปชนหมาในที่ส่วนบุคคล

พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 111 ให้ความหมายในข้อนี้ไว้ว่า ถ้าหมาอยู่ในพื้นที่บ้านของคุณแล้วมีคนขับรถชนหมาตัวนั้นตายภายในบ้านหรือในพื้นที่ส่วนบุคคลของคุณเท่ากับว่าผู้ที่ขับรถชนหมาเป็นฝ่ายผิด เพราะถือว่าเป็นเจ้าของหมาได้ป้องกันระมัดระวังอุบัติเหตุให้กับสัตว์เลี้ยงของตนเองแล้ว ผู้ที่ขับรถก็เข้าค่ายประมาทในการขับขี่และต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับเจ้าของหมา

อย่างเช่น ขับรถเข้าไปในบ้านของเพื่อนและขับรถชนหมาในบริเวณบ้านของเขา เท่ากับว่าผู้ที่ขับรถชนหมาเป็นฝ่ายผิดเพราะบริเวณที่ชนเป็นที่ส่วนบุคคล รวมทั้งเจ้าของหมายังป้องกันไม่ให้หมาออกไปข้างนอกแล้วด้วย

3.ตั้งใจที่จะขับรถชนหมา

หากผู้ขับขี่มีความตั้งใจที่จะขับรถชนหมาของคนอื่น นั่นแสดงว่าผู้ขับขี่ส่อถึง “เจตนา” ในการชน เพราะฉนั้นเจ้าของรถที่ชนจะมีความผิดตาม พ.ร.บ. ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 ซึ่งระวางโทษจำคุกไว้ 2 ปี หรือปรับ 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมทั้งผู้ขับขี่ยังมีความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 เนื่องจากทำให้เจ้าของเสียทรัพย์เพิ่มด้วยมีค่าปรับ 1,000 บาท

4.ขับรถชนหมา สามารถเคลมได้ไหม

ประกันชั้น 1 เท่าทั้นที่สามารถเคลมได้ในกรณีขับรถชนหมา เพราะประกันชั้น 1 ให้ความคุ้มครองในกรณีชนแบบไม่มีคู่กรณีหรือเชี่ยวชนกับวัตถุต่าง ๆ ที่ไม่มีชีวิต

Posted in ประกันภัยรถยนต์ | Tagged , | Leave a comment

เรียนรู้วิธีรับมือ ชนแล้วหนี เคลมประกันได้ไหม

ทุกวันนี้เรามักจะเห็นว่าคนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับกล้องหน้ารถมากขึ้น เนื่องจากการใช้รถใช้ถนนทุกวันนี้สามารถเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ตลอดเวลา และก็คงไม่มีใครต้องการให้มันเกิดขึ้นก็ตาม ไม่ว่าเราจะขับรถด้วยความระมัดระวังแค่ไหน เราอาจจะไปชนเค้า หรือเค้าอาจจะมาชนเราก็ได้ ไม่ว่าคนขับจะขับรถดีเพียงใดสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดก็สามารถเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เกิดการชนแล้วหนี

หากเกิดอุบัติเหตุแล้วเคลียร์กันดี ๆ ได้ มีการโทรเรียกประกันมาเคลียร์แบบนี้ก็ดีไป แต่การที่เราจำเป็นจะต้องมีกล้องหน้ารถติดเอาไว้นั่นก็เพราะมันมีคนบางประเภทที่ทำผิดแล้วไม่ยอมรับผิด ขับรถชนแล้วหนี ยิ่งใครที่เจอแบบนี้ยิ่งน่าแค้นใจ เพราะเสียทั้งเวลา เสียทั้งทรัพย์สิน นอกจากนี้ยังไม่สามารถตามตัวคนผิดมาลงโทษหรือรับผิดชอบได้อีก กล้องหน้าเป็นสิ่งสำคัญที่รถทุกคันควรมี หลายคนอาจจะมีความสงสัยว่าถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นกับตัวเองจริง ๆ ต้องทำอย่างไง ประกันจะคุ้มครองหรือไม่ หรือต้องออกเงินด้วยตนเองหมดเลย คำถามเหล่านนี้จะวนเวียนอยู่ในหัวของเราตลอดเวลา วันนี้เรามีรายละเอียดการรับมือกับการชนแล้วหนีมาบอกเพื่อน ๆ กัน

ถ้ามีการชนแล้วหนี ไม่ต้องตกใจ เช็คประกันตนเองก่อนว่าประกันคุ้มครองครอบคลุมเรื่องนี้หรือไม่

ต้องเข้าใจว่าการชนแล้วหนีถือเป็นอุบัติเหตุอย่างหนึ่งเช่นกัน ที่รถทุกคันสามารถที่จะพบเจอได้ เพื่อให้เรามั่นใจได้ว่าบริษัทประกันที่เราเลือกมีความครอบคลุมในส่วนนี้  แต่จะครอบคลุมถึงชนแล้วหนีด้วยรึเปล่าเราต้องมาเช็คกันก่อนว่าประกันที่เราทำนั้นเป็นประกันชั้นไหน แล้วอยู่ในความคุ้มครองหรือไม่

ประกันชั้น 1 คุ้มครองทุกกรณี ถ้าเปิดมาเจอว่าเราทำประกันชั้นนี้ไว้ก็อุ่นใจได้เลย ยังไงก็ได้เคลมฟรี

ประกันชั้น 2+ ราคาถูกกว่าแต่ก็ให้ความคุ้มครองในเรื่องชนแล้วหนีด้วยเช่นกัน แต่เราจะต้องมีหลักฐานข้อมูลเลขทะเบียนของรถคันที่ชนมาให้กับทางประกันด้วยเพื่อให้ทางประกันไปไล่เก็บค่าเสียหายกับรถคันที่ชน ในส่วนนี้เหละที่เราต้องพึ่งพากล้องหน้ารถ

ประกันชั้น 2 ต้องแสดงความเสียใจด้วย เพราะมันไม่ได้คุ้มครองในกรณีชนแล้วหนีไว้ เราต้องรับผิดชอบในเรื่องค่าซ่อมเองทั้งหมด

ประกันชั้น 3+ ให้จำเอาไว้หนึ่งอย่างว่าถ้าประกันมีเครื่องหมาย + เมื่อไหร่ จะมีความคุ้มครองในเรื่องของชนแล้วหนีเสมอ แค่ต้องจำทะเบียนคันที่ชนให้ได้ เท่านี้ประกันเค้าก็พร้อมจะจ่ายค่าซ่อมให้

ประกันชั้น 3 ก็ต้องบอกว่าขอแสดงความเสียใจเช่นกัน เพราะมันไม่สามารถไปต่อได้ ค่าซ่อมทั้งหมดต้องรับผิดชอบเอง

 

เพราะฉะนั้นการทำประกันก็ต้องคิดกันดี ๆ หน่อย เลือกดี ๆ ว่าประกันชั้นไหนมันคุ้มค่ากว่ากัน อย่าเห็นแก่ของถูกไปทำประกันชั้น 3 ไว้ พอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาต้องจ่ายเงินเองคนเดียวเต็ม ๆ ค่าซ่อมแพงกว่าค่าประกันซะอีก ยิ่งถ้าจอดรถไว้นอกบ้านเพราะไม่มีที่จอด ย่อมเสี่ยงต่อการเกิดการเชี่ยวชนแล้วหนีอยู่ตลอดเวลา การทำประกันชั้น 3+ 2+ หรือ 1 ที่ราคาแพงกว่ากันแค่นิดหน่อย มันจะช่วยเราได้หากเกิดเหตุที่ไม่คาดคิดขึ้น

Posted in ประกันภัยรถยนต์ | Tagged , | Leave a comment

เช็ค!!! เบี้ยประกันภัยรถยนต์ ความคุ้มค่า คุ้มครอง ราคาถูก

เช็คเบี้ยประกันภัยรถยนต์

สำหรับคนที่เพิ่งซื้อรถยนต์คันแรก คงยังไม่รู้ข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับประกันภัยเท่าที่ควร เมื่อต้องการที่จะทำประกัน อาจจะยังไม่รู้ว่าหากเราต้องการที่จะทำประกันภัยรถยนต์ เราจะต้องจ่ายเงินแบบไหน สามารถเปรียบเทียบเบี้ยประกันภัยรถยนต์ ได้จากที่ไหนและมีช่องทางใดบ้าง เราต้องจ่ายเงินงวดละเท่าไหร่ ปีหนึ่งต้องจ่ายเท่าไหร่

 

วันนี้เราได้นำข้อมูลเรื่องการเปรียบเทียบราคาเบี้ยประกันภัยมาฝากกัน รับรองว่ามีประโยชน์กับผู้ขับขี่มือใหม่ได้เป็นอย่างมากแน่นอน เพราะคุณเคยสังเกตไหมว่าในแต่ละปีนั้นเราจะจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยแตกต่างกันออกไป ยิ่งจ่ายมานานหลายปี ค่างวดก็เพิ่มขึ้นทุกปี ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นละ เกิดอะไรขึ้น ดังนั้นเราจึงต้องทำการศึกษาราคาค่าประกันภัยเอาไว้ก่อน เพื่อให้รู้เท่าทัน และไม่เสียราคาค่าประกันภัยที่สูงขึ้นกว่าเดิม

 

เหตุผลที่เราควรเปรียบเทียบเบี้ยประกันภัยนั้นก็เพราะว่า เราจะได้ทราบจำนวนเงินว่าเราต้องจ่ายเงินค่าประกันภัยงวดละเท่าไหร่ แต่ละปีต้องจ่ายเท่าไหร่ เพราะราคาค่างวดของแต่ละบริษัทจะแตกต่างกันออกไปตามสัญญาที่เราตกลงทำเอาไว้ตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนดในการทำสัญญากันครั้งแรก

 

ช่องทางการเช็คราคาค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ของแต่ละบริษัทก็จะอำนวยความสะดวกให้กับท่านแตกต่างกันไป แต่ละบริษัทก็จะมีวิธีการเช็คที่แตกต่างกัน  ดังนั้น หากคุณเป็นสมาชิกของบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่งแห่งใดอยู่ ท่านก็สามารถสอบถามรายละเอียด หรือวิธีการ หรือ ช่องทางการเช็คราคาค่าประกันภัยของท่านได้เลย เพื่อให้ได้รู้ถึงค่าใช้จ่ายในแต่ละงวดแต่ละปีนั้น ๆ

 

หลาย ๆ คนอาจจะมองว่าการ เช็คเบี้ยประกันภัยรถยนต์ ส่วนใหญ่แล้ว ยุ่งยาก ต้องกรอกข้อมูลเยอะมาก แต่ต้องเข้าใจว่ายิ่งข้อมูลของเราที่กรอกเข้าไปละเอียดมากแค่ไหน เราก็จะได้รับความคุ้มครองที่ดีและคุ้มค่ามากเท่านั้น หมายความว่า คนที่กรอกข้อมูลครบถ้วน ก็จะได้รับความคุ้มครองที่ดีที่สุด ราคาถูกที่สุด เพราะบริษัทประกันภัยจะเสนอแพ็คเกจมาให้ตรงกับรุ่นรถและผู้เอาประกันภัยตามช่วงอายุนั่นเอง

Posted in ประกันภัยรถยนต์ | Tagged , , | Leave a comment

4 เทคนิคที่ผู้เอาประกันภัยต้องรู้

1.วิธีการลดเบี้ยประกันโดยการระบุผู้ขับขี่ลงในกรมธรรม์

หากว่ารถยนต์ที่คนใช้อยู่นั้น มีคุณเป็นคนขับเพียงแค่คนเดียว โดยไม่มีพ่อแม่หรือญาติพี่น้องมามีส่วนร่วมในการขับรถคันนี้เลย ให้คุณระบุลงไปในกรมธรรม์เลยว่ารถคันนี้มีคนขับเพียงคนเดียว จะทำให้เบี้ยประกันที่คุณต้องจ่ายถูกลงกว่าเดิมหลายเท่า

หลักการการลดเบี้ยประกันของประกันภัยส่วนใหญ่จะลดตามช่วงอายุของผู้ขับขี่ โดยจะเริ่มจากผู้ขับขี่ที่มีช่วงอายุ 18-24 ปี จะลดเบี้ยประกันลงได้ 5%, ผู้ขับขี่ที่มีช่วงอายุ 25-35 ปี จะลดเบี้ยประกันลงได้ 10%, ผู้ขับขี่ที่มีช่วงอายุ 36-50 ปี จะลดเบี้ยประกันลงได้ 15% และ ผู้ขับขี่ที่มีช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป จะลดเบี้ยประกันลงได้ 20%  แต่ถ้าในขณะที่เกิดอุบัติเหตุผู้ที่ขับขี่ไม่ใช่คนที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ การเคลมประกันในเหตุการณ์นี้ก็จะกลายเป็นโมฆะทันที บริษัทประกันมีสิทธิ์ที่จะไม่ต้องจ่ายเงินให้แก่คุณ

 

2.ลดเบี้ยประกันได้ ถ้าไม่มีเคลม

ถ้าหากไม่มีการเคลมประกันเลยในช่วงเวลาที่ทางบริษัทประกันภัยกำหนด นั่นแสดงว่าทางผู้ขับขี่มีประวัติการขับขี่ที่ดี ในส่วนนี้สามารถนำมาใช้เป็นส่วนลดในการลดเบี้ยประกันภัยลงได้ ซึ่งผู้ที่ทำประกันภัยสามารถนำไปลดค่าเบี้ยประกันภัยลงได้สูงถึง 50% กันเลยทีเดียว

 

อย่างเช่น ถ้าในระยะเวลา 1 ปี คุณไม่มีการเคลมประกันเลย ในปีต่อไปคุณจะได้รับส่วนลดค่าเบี้ยประกัน 20% , หากไม่มีการเคลมประกันติดต่อกันเป็นเวลา 2 คุณจะได้รับส่วนลด 30% และยิ่งไปกว่านั้นหากไม่มีการเคลมเป็นเวลาติดต่อกัน 5 ปี ของการทำประกันภัย คุณก็จะได้รับส่วนลดมากถึง 50% ในการจ่ายเบี้ยประกันภัยรอบต่อไป

 

3.รู้จักการเปรียบเทียบราคาค่าเบี้ยประกัน

วิธีพื้นฐานของคนเราปกติในการจะซื้ออะไรสักอย่างนั่นก็คือ การเปรียบเทียบราคาของก่อนซื้อ ไม่ว่าจะบ้าน รถ หรือของใช้อื่น ๆ ประกันชีวิตก็เป็นอีกอย่างที่เราควรจะเปรียบเทียบราคา เพราะเราจะได้หาบริษัทประกันที่เหมาะสมกับชีวิตของเราได้ อีกทั้งยังหาผลประโยชน์ที่ดีกว่าให้ชีวิตตัวเองได้อีกด้วย

 

 

4.กำหนดความคุ้มครองตามที่คุณต้องการ

ความกลัวทำให้คนเราทำทุกวิถีทางเพื่อป้องกันตนเองให้ครบทุกด้าน กระจายความเสี่ยงออกไปให้มากที่สุด อย่างประกันภัยเชื่อว่าหลาย ๆ คนก็คงอยากได้ประกันภัยชั้น 1 ด้วยกันทั้งนั้น แต่ต้องเข้าใจด้วยว่า ความคุ้มครองที่ดี ต้องแลกมาด้วยการจ่ายเบี้ยประกันที่แพง ดังนั้นสิ่งที่จะช่วยให้คุณไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกันที่มากจนเกินจำเป็น คือเลือกเฉพาะความคุ้มครองที่จำเป็น และเหมาะสมกับตนเอง อะไรไม่จำเป็นก็ตัดออก จะได้จ่ายเบี้ยประกันถูกลง

Posted in ประกันภัยรถยนต์ | Tagged , , | Leave a comment

เหล็กกันโคลงหลังรถ เสริมสมรรถนะให้การขับขี่นุ่มนวล ปลอดภัยตลอดทุกเส้นทาง

รถยนต์แต่ละคันนั้น ล้วนมาพร้อมระบบความปลอดภัยในการขับขี่ที่โรงงานผลิตขึ้นมาบนพื้นฐานเดิมเป็นหลัก ซึ่งในผู้ขับขี่บางราย ระบบความปลอดภัยต่างๆ ที่ติดตั้งมาก็ถือว่าเพียงพอสำหรับการใช้งานแล้ว แต่สำหรับผู้ขับขี่บางกลุ่มก็ยังมีความต้องการที่จะปรับแต่งระบบความปลอดภัยให้สูงมากขึ้นไปอีก

ในปัจจุบันนี้ ผู้ใช้รถส่วนใหญ่ก็ได้หันมาติดเหล็กกันโคลงหลังรถกันมากขึ้น เพื่อให้รถยนต์มีความหนึบ นุ่มนวล และควบคุมง่าย อันนำมาซึ่งความปลอดภัยในการขับขี่เพิ่มมากขึ้นด้วยนั่นเอง และเพื่อให้คุณได้มีตัวเลือกในการเสริมสมรรถนะช่วงล่างของรถยนต์ที่จะช่วยให้คุณขับรถได้นุ่มและควบคุมง่ายยิ่งขึ้น วันนี้เราจะพาคุณไปทำความรู้จักอุปกรณ์ AC POWER TWIN ARMS ซึ่งอุปกรณ์เสริมรถยนต์ชนิดนี้ มีดีอย่างไร มีวัสดุในการออกแบบจากอะไร และมีประโยชน์ในการใช้งานต่อการขับรถมากแค่ไหน ไปทำความรู้จักพร้อมๆ กันเลย

อุปกรณ์เสริม AC POWER TWIN ARMS คืออะไร?

อุปกรณ์เสริม AC POWER TWIN ARMS คือเหล็กกันโคลงบริเวณช่วงล่างของรถยนต์ ที่มีคุณสมบัติช่วยลดอาการรถโคลงเคลง, ท้ายสะบัดส่ายไปส่ายมาหรือปัญหารถร่อน ซึ่งเกิดจากการที่รถคันนั้นๆ มีน้ำหนักเบาในส่วนท้ายมากเกินไป ทำให้ยากต่อการควบคุม และอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุตามมาได้ โดยอุปกรณ์ดังกล่าวนี้จะทำหน้าที่คอยเสริมสมรรถนะให้แก่ล้อรถยนต์ทั้ง 4 ข้างให้สามารถยึดเกาะถนนได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นพื้นถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อ, ทางลูกรังหรือพื้นผิวถนนที่มีสภาพขรุขระ ก็จะสามารถขับขี่ได้อย่างนุ่มนวลมากขึ้น ถือเป็นอุปกรณ์เสริมที่มีประโยชน์และช่วยลดอุบัติเหตุได้เป็นอย่างดี

อุปกรณ์เสริม AC POWER TWIN ARMS มีที่มาในการออกแบบจากแนวคิดใด?

ผู้ที่คิดค้นอุปกรณ์เสริมชนิดนี้ มีโอกาสได้ทำธุรกิจเกี่ยวกับรถยนต์มาเป็นอย่างดีตลอดระยะเวลา 10 ปี ทำให้ได้สังเกตเห็นถึงอาการต่างๆ ของรถที่เกิดขึ้น จนทำให้สามารถต่อยอดได้มาเป็น AC POWERR TWIN ARMS อุปกรณ์เสริมซึ่งทำหน้าที่ช่วยเสริมสมรรถนะให้กับรถยนต์ประเภทต่างๆ ได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้ทุกการขับขี่บนท้องถนนเป็นไปอย่างปลอดภัย โดยที่ผู้ขับไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดอาการของรถต่างๆ ระหว่างการใช้งานอีกต่อไป

อุปกรณ์เสริม AC POWER TWIN ARMS ผลิตจากอะไร?

วัสดุหลักของอุปกรณ์เสริม AC POWER TWIN ARMS คือเหล็กที่ถูกหล่อเหนียวให้ได้รูปทรงและความแข็งแรงคงทนในการนำมาใช้เป็นเหล็กกันโคลง โดยนำมาติดตั้งไว้บริเวณด้านหลังของช่วงล่าง เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับแหนบชนิดพิเศษ โดยมีเข็มขัดเหล็กรัดเข้ากับแชสซีส์ และบุชยูรีเธน ทำให้สามารถรองรับน้ำหนักปริมาณมากๆ ได้ดี และมีความทนทานต่อการใช้งานในระยะยาวได้ดีด้วยเช่นเดียวกัน

อุปกรณ์เสริม AC POWER TWIN ARMS ติดตั้งยากหรือไม่?

ผู้ใช้รถทุกท่านสามารถติดตั้งอุปกรณ์เสริม AC POWER TWIN ARMS ได้ด้วยตัวเองง่ายๆ แต่ต้องเข้าใจถึงรูปแบบการติดตั้งอย่างแท้จริงเสียก่อน เพื่อให้เกิดการติดตั้งที่ถูกวิธีและการใช้งานที่ถูกรูปแบบ โดยควรให้ช่างผู้ชำนาญเป็นผู้ติดตั้งจะดีกว่า และระยะเวลาในการติดตั้งนั้นจะต้องไม่เกิน 4 ชั่วโมง คุณสามารถจอดรถทิ้งไว้เพื่อให้ช่างดำเนินการและสามารถนำรถกลับได้เลยหลังจากเสร็จสิ้นการติดตั้ง

ประโยชน์ของอุปกรณ์เสริม AC POWER TWIN ARMS

อุปกรณ์เสริมชนิดนี้ มาพร้อมประโยชน์ดีๆ หลายอย่าง สำหรับรถยนต์ที่ต้องการสมรรถนะในการขับขี่ที่มั่นคงมากขึ้น โดยเฉพาะรถที่เน้นใช้ความเร็วและความแรงเป็นหลัก ซึ่งตัวเหล็กกันโคลงนั้นจะทำให้ล้อรถแต่ละข้างยึดเกาะพื้นถนนได้ดียิ่งขึ้น ทำให้สามารถขับรถบนสภาพพื้นผิวถนนที่มีความขรุขระหรือเป็นลักษณะเป็นหลุมบ่อได้ดียิ่งขึ้นตามไปด้วย อีกทั้งยังสามารถวิ่งใช้ความเร็วบริเวณทางโค้งต่างๆ ด้วยความหนึบ และนุ่มนวลมากยิ่งขึ้นได้ด้วยเช่นกัน

จะเห็นได้ว่าประสิทธิภาพและคุณสมบัติของอุปกรณ์เสริม AC POWER TWIN ARMS นั้นถือเป็นสิ่งที่จำเป็น ที่ผู้ใช้รถใช้ถนนควรเลือกติดตั้งให้กับรถของคุณ เพราะจะทำให้เกิดความมั่นใจมากขึ้นในทุกการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์, รถกระบะ, รถตู้ หรือรถประเภทไหนก็ตามสามารถติดตั้งได้ทั้งสิ้น เพื่อช่วยเสริมสมรรถนะการขับขี่ให้มาพร้อมความปลอดภัยตลอดทุกเส้นทางนั่นเอง

Posted in เคล็ดลับดูแลรถ | Tagged , , , , , | Leave a comment

เหล็กกันโคลงหลังรถกระบะ อุปกรณ์เสริมที่ช่วยให้สมรรถนะการขับขี่ดีขึ้น

อุปกรณ์เสริมรถยนต์แต่ละประเภทนั้น มีความจำเป็นในการใช้งานที่แตกต่างกันไป รถบางคันอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้ เพราะสมรรถนะในการขับขี่แต่เดิมนั้นก็ถือว่าเพียงพอแล้ว แต่รถบางคันก็มีความจำเป็นที่จะต้องติดอุปกรณ์เสริมเข้าไปเพิ่ม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการใช้งานรถยนต์ที่สูงและปลอดภัยขึ้น เช่นเดียวกับอุปกรณ์เสริมอย่างเหล็กกันโคลงหลังรถกระบะ ซึ่งผู้ใช้รถหลายท่านนิยมเลือกติดตั้งเพื่อให้ขับขี่ได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น และทำให้เกิดความมั่นใจในขณะขับขี่ตามมา วันนี้เราจะมาดูกันว่าเหล็กกันโคลงหลังรถกระบะนั้นคืออะไร และมีความจำเป็นที่จะต้องติดหรือไม่ เพื่อให้ผู้ใช้รถได้ทราบถึงคุณสมบัติและจุดประสงค์ของการใช้งานที่แท้จริง

เหล็กกันโคลงหลังรถกระบะ คืออะไร ทำหน้าที่อะไรบ้าง?

เหล็กกันโคลงหลังรถกระบะ คืออุปกรณ์เสริมที่มีลักษณะเป็นเหล็กดามยึดเกาะตรงบริเวณช่วงล่างของรถ ไม่ให้เกิดอาการโคลงเคลง ท้ายปัดหรืออาการรถร่อน ส่ายไปส่ายมา เพราะโดยปกติแล้ว รถกระบะหรือรถบรรทุกที่ถูกออกแบบมาจากโรงงานนั้นจะออกแบบมาเพื่อใช้บรรทุกของหนักประมาณ 1-2 ตันโดยเฉพาะ ซึ่งหากไม่ได้บรรทุกของ ท้ายรถก็จะมีความเบา นำมาซึ่งอาการโคลงเคลง ส่ายไปมาหรือท้ายปัดได้ ซึ่งจะทำให้ยากต่อการควบคุม กลายเป็นปัญหาต่อการขับขี่ และอาจจะเกิดอันตรายตามมาได้ในที่สุด

ขับรถกระบะ จำเป็นต้องติดเหล็กกันโคลงหรือไม่?

แม้จะยังไม่มีการยืนยันออกมา 100% ว่าเหล็กกันโคลงเป็นสิ่งจำเป็นที่รถกระบะทุกคันจะต้องติด แต่ก็ถือเป็นอุปกรณ์เสริมที่มีความสำคัญและช่วยเสริมสมรรถนะในการขับขี่เพื่อความปลอดภัยได้ ดังนั้น หากผู้ขับขี่ท่านใดที่ต้องการเสริมความมั่นใจในการขับรถ โดยเฉพาะการขับขี่รถในระยะทางไกลที่อาจจะต้องอาศัยความเร็งและแรง การติดเหล็กกันโคลงก็ย่อมช่วยเสริมสร้างสมรรถนะการใช้รถให้เป็นไปอย่างปลอดภัยและมั่นคงขึ้นได้แน่นอน

ใครที่นิยมติดเหล็กกันโคลงหลังรถกระบะ

โดยทั่วไปแล้ว เราสามารถแยกกลุ่มผู้ขับขี่ที่ติดเหล็กกันโคลงตามจุดประสงค์ของการใช้งานจริงออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้

1.กลุ่มผู้ขับขี่ที่เน้นความแรงและเร็ว

แน่นอนว่ากลุ่มผู้ขับขี่ที่เน้นความแรงและเร็ว ย่อมต้องการให้รถมีสมรรถนะในการขับขี่ที่ปลอดภัย ไม่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุระหว่างทาง การติดเหล็กกันโคลงเพื่อให้ท้ายไม่ปัด, รถไม่ร่อน และสามารถควบคุมยานพาหนะได้ดีขึ้นนั้น จึงถือเป็นสิ่งจำเป็น และถือเป็นคุณประโยชน์ที่ดีสำหรับผู้ที่มักจะขับขี่รถเร็วโดยไม่ชะลอ โดยเฉพาะในช่วงทางโค้งหรือทางที่มีหลุมบ่อ ทำให้ลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุได้ดีทีเดียว

2.กลุ่มผู้ขับขี่ที่เน้นโชว์ความสวยงามของรถ

การติดเหล็กกันโคลงในกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มของผู้ขับขี่รถกระบะที่ต้องการตกแต่งรถเพื่อความสวยงามเป็นหลัก โดยเน้นความโดดเด่นไม่ซ้ำใคร และไม่ได้เน้นสมรรถนะในการขับขี่ด้วยความเร็วหรือแรงมากนัก โดยการตกแต่งนั้นก็จะมีการเพิ่มเติมเหล็กกันโคลงเข้ามา เนื่องจากมีการเปลี่ยนอุปกรณ์ภายในและภายนอกรถยนต์เพิ่มเติม เช่น ล้อแม็ก, ยาง, โช๊ค และอุปกรณ์เสริมอื่นๆ ทำให้จำเป็นต้องติดเหล็กกันโคลงเอาไว้เพื่อความมั่นใจและสร้างความปลอดภัยมากกว่าเดิม

นอกจาก 2 กลุ่มผู้ใช้รถข้างต้นแล้ว ก็ยังมีอีก 1 กลุ่มนั่นก็คือ ผู้ขับขี่ที่ไม่จำเป็นต้องติดเหล็กกันโคลงหลังรถ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ชอบรถในสภาพเดิมๆ จากโรงงาน และไม่เน้นขับขี่แรงหรือเร็วอย่างใด ซึ่งถ้าลดอัตราความเร็วในการขับลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องติดเหล็กกันโคลง เพราะความเร็วในระดับปกติก็สามารถทำให้คุณขับขี่อย่างปลอดภัยได้

จริงๆ แล้วข้อดีของเหล็กกันโคลงนั้น ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ให้กับผู้ใช้รถทุกท่าน ซึ่งถือเป็นอุปกรณ์เสริมที่สามารถติดเพิ่มเพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ แต่สุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ใช้รถ ว่าจะเห็นความจำเป็นในการติดมากน้อยแค่ไหน เพราะหากคุณขับขี่ด้วยความเร็วในระดับที่ปลอดภัยอยู่แล้ว ก็อาจจะไม่ต้องติดเหล็กกันโคลงให้สิ้นเปลือง แต่หากคุณเป็นคนที่ขับรถเน้นความแรงและเร็วเป็นหลัก เหล็กกันโคลงหลังรถก็นับว่าเป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับคุณอย่างมากทีเดียว

Posted in เคล็ดลับดูแลรถ | Tagged , , , , | Leave a comment

5 วิธีดูแลรักษาสภาพภายนอกของรถยนต์

การดูแลสภาพภายนอกของรถยนต์นั้น หมายถึงส่วนต่างๆ ที่อยู่ภายนอกรถยนต์ ที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน ยกตัวอย่าง เช่น ล้อรถ ที่ปัดน้ำฝน และสีของรถ เป็นต้น ซึ่งการดูแลส่วนประกอบเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญต่อการรักษาสภาพรถให้พร้อมใช้งาน และช่วยยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานขึ้น มาดูกันว่าจะสามารถดูแลรักษาส่วนนี้ อย่างไรกันบ้าง

1.ตรวจสอบลมยางและเพิ่มลมยางเมื่อจำเป็น

หากลมยางแฟบหรือมีมากเกินไป ต้องจัดการให้ลมยางอยู่ในระดับมาตรฐานที่กำหนด เช่น ลองมองไปที่ด้านข้างขอบยางและค้นหาว่า “ความดันสูงสุด” ตามด้วยตัวเลขและตัวอักษร “PSI” จากนั้นให้คลายเกลียวฝายางและกดเกจวัดลมยางบนหัวเติมลมยางเพื่อดูแรงดันด้านในยางจริง ถ้าต่ำกว่า PSI (หน่วยปอนด์ต่อตารางนิ้ว) ให้ใช้เครื่องเติมลมเพื่อเพิ่มอากาศให้กับยางจนกว่าจะเท่ากับระดับ PSI ที่กำหนดไว้ ซึ่งเครื่องเติมลมยางนั้นมักจะมีให้บริการที่ปั๊มน้ำมัน สามารถใช้บริการได้ฟรี และผู้ขับขี่ ควรทราบว่า หากลมยางต่ำจะทำให้รถยนต์สิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้นและทำให้ยางของเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร

2.ใช้เงินเหรียญเพื่อตรวจสอบยางที่สึกหรอ

ในต่างประเทศ มีเคล็ดลับการตรวจสอบสภาพยางว่าสึกหรอมากน้อยเพียงใดโดยใช้เหรียญเพนนี (เหรียญ 1 เซนต์) วิธีการให้พลิกเหรียญขึ้นและถือไว้ให้เห็นหัวของลิงคอล์น ใส่เงินลงในร่องระหว่างยางดอกยางและดูว่าหัวลิงคอล์นยังสามารถมองเห็นได้ชัดเจน สามารถแปลความหมายได้ 2 รูปแบบ คือ

  • หากเห็นผมของลิงคอล์นหมายความว่าผู้ขับขี้จะต้องเปลี่ยนยางใหม่เร็วๆ นี้
  • หากเห็นหัวทั้งหมดของลิงคอล์น หมายความว่าจะต้องเปลี่ยนยางใหม่โดยทันที

3.สลับยางทุกๆ 5,000 ไมล์ (ประมาณ 80,000 กิโลเมตร)

ก่อนจะทำการสลับยาง ผู้ขับขี่ต้องศึกษาคู่มือการใช้รถในรุ่นที่ใช้งานว่าสามารถทำได้หรือไม่ และต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่ายางด้านหน้าและยางด้านหลังมีสภาพที่ไม่แตกต่างกันมากนัก เมื่อแน่ใจจึงทำการสลับยางซึ่งควรสลับยางด้านเดียวกันเท่านั้น เช่น ยางหลังด้านซ้าย สลับกับยางหน้าด้านซ้าย

4.เปลี่ยนยางปัดน้ำฝน เมื่อเริ่มเสื่อมสภาพ

ยางปัดน้ำฝนหน้ารถ เป็นอุปกรณ์สำหรับความปลอดภัยที่สำคัญ เมื่อใช้งานไปเรื่อยๆ แล้วพบว่าเริ่มเกิดรอยบนกระจกหน้ารถหมายความว่าจำเป็นต้องเปลี่ยน ในรถยนต์ส่วนใหญ่สามารถเปลี่ยนยางปัดน้ำฝนได้ด้วยตนเอง หากผู้ขับขี่ไม่สามารถทราบวิธีถอดยางปัดน้ำฝนควรศึกษาคู่มือการใช้หรือคู่มือซ่อมขอบรถรุ่นนั้นๆ

5.แว็กซ์เคลือบเงารถยนต์ปีละสองครั้ง

การแว็กซ์เคลือบเงารถยนต์จะช่วยป้องกันสีรถให้สดใหม่ ดูดี และสวยงาม นอกจากนี้ยังป้องกันสนิมได้อีกด้วย

นอกจากดูแลรักษาเครื่องยนต์ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ แล้ว ส่วนต่างๆ ภายนอกตัวรถ ก็สำคัญไม่แพ้กัน ผู้ขับขี่ควรใส่ใจดูแล เพื่อเป็นการป้องกันค่าใช้จ่ายก่อนถึงเวลาอันควร และช่วยให้ผู้ขับขี่มั่นใจและสบายใจเมื่อใช้รถบนท้องถนนร่วมกับผู้อื่น

Posted in เคล็ดลับดูแลรถ | Tagged | Leave a comment

5 วิธีบำรุงรักษาระบบอิเล็กทรอนิกส์ในรถยนต์กับจุดสำคัญต่างๆ ที่คุณต้องรู้ !

รถยนต์ประกอบด้วยหลายชิ้นส่วนและหลายระบบที่มีการทำงานเกี่ยวข้องกัน โดยระบบไฟและระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็เป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญ ทำให้รถสามารถใช้งานในสภาพปกติได้อย่างราบรื่น ซึ่งการตรวจสอบระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลรักษารถยนต์ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน มาดูกันว่าเราควรตรวจสอบและดูแลรักษาจุดไหนของรถบ้าง

1.ทำความสะอาดจุดสัมผัสบนขั้วแบตเตอรี่ปีละครั้ง

จุดสัมผัสของสายไฟและขั้วแบตเตอรี่อาจถูกกัดกร่อนหรือปกคลุมด้วยสิ่งสกปรก ทำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านระบบของรถได้ยากขึ้น หากตรวจพบควรใช้ไขควงวงแหวนขนาดที่ถูกต้องเพื่อคลายสกรูที่ยึดสายลบ (-) ไว้ในแบตเตอรี่จากนั้นจึงเลื่อนสายเคเบิลออก ทำแบบเดียวกันกับสายบวก (+) ใช้แปรงจุ่มน้ำยาทำความสะอาดขัดบริเวณที่สกปรกจนมั่นใจ จึงเช็ดแบตเตอรี่ด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆ ต่อสายบวกและสายลบเข้ากับแบตเตอรี่อีกครั้ง

2.ทดสอบไฟส่องสว่าง ไฟเบรกและไฟเลี้ยว

วิธีการง่ายๆ ในการทดสอบไฟส่องสว่างและไฟเลี้ยว โดยให้เพื่อนยืนอยู่หน้ารถ ขณะที่ผู้ขับขี่ทดลองเปิดไฟต่ำและไฟสูง จากนั้นทดสอบสัญญาณเลี้ยวซ้ายและขวา ถัดไปขอให้เพื่อนย้ายไปด้านหลังของรถในขณะที่ทำการทดสอบไฟเบรกและสัญญาณเลี้ยวแต่ละครั้งอีกครั้ง หากพบว่าระบบไฟทำงานผิดปกติหรือหลอดเสีย ให้ดูที่คู่มือการใช้งานหรือคู่มือซ่อมเฉพาะเพื่อเป็นแนวทางในการซ่อมแซมและแก้ไข

3.ตรวจสอบและเปลี่ยนฟิวส์ที่เสียหาย

หากไฟเพียงบางดวงส่องสว่างจากภายในรถ อาจสันนิษฐานได้ว่าฟิวส์อาจขาดหรือเกิดปัญหา ให้มองหาฟิวส์สำรองซึ่งปกติจะถูกเก็บไว้ภายในรถของคุณ และมักจะอยู่ที่ตำแหน่งหัวเข่าซ้ายเมื่อนั่งอยู่ในที่นั่งคนขับ หากไม่พบลองเปิดคู่มือการใช้รถเพื่อหาฟิวส์สำรองที่เหมาะสม

4.เปลี่ยนหัวเทียนทุกๆ 30,000 ไมล์ (ประมาณ 48,000 กิโลเมตร)

โดยผู้ขับขี่เปิดฝาครอบและหาสายหัวเทียนที่ต่อเข้ากับด้านบนของเครื่องยนต์ จับส่วนที่อยู่ใกล้ที่สุดกับฐานที่ต่ำและดึงขึ้นเพื่อถอดปลั๊กออกจากหัวเทียน ใช้ปลั๊กหัวเทียนและวงแหวนเพื่อคลายสลักหัวเทียน แล้วดึงขึ้นและออกจากเครื่องยนต์

5.ใช้เครื่องสแกน OBD-II เพื่อตรวจสอบและค้นหารหัสข้อผิดพลาด

เครื่อง OBD-II เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ตรวจสอบข้อมูลการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ภายในรถยนต์กับ ระบบคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งในรถยนต์ แล้วแสดงผลเพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้ขับขี่หรือช่างได้รับทราบข้อมูล หากพบรหัสข้อผิดพลาด ให้ทำการตรวจสอบกับคู่มือหรือเว็บไซต์ผู้ผลิตเพื่อช่วยในการระบุว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับรถที่อาจต้องได้รับการซ่อมแซมหรือไม่

ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในรถยนต์มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่มีการนำระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบ AI มาช่วยในการทำงานของเครื่องยนต์หรือระบบกลไกต่างๆ ผู้ขับขี่ควรตรวจสอบการทำงานเป็นระยะเพื่อป้องกันปัญหาซึ่งหากตรวจพบก็จะสามารถทำการแก้ไขได้ทันท่วงที

Posted in เคล็ดลับดูแลรถ | Tagged | Leave a comment

4 วิธีดูแลรักษารถด้วยตัวคุณเองง่ายๆ ยืดอายุรถให้ใช้งานยาวนานขึ้น

ในขณะที่รถยนต์รุ่นใหม่ๆ มีความซับซ้อนมากขึ้นและต้องใช้คอมพิวเตอร์หรือเครื่องมือไฮเทคเพื่อการซ่อมบำรุงรวมกับช่างซ่อมที่ได้รับการการฝึกอบรม ผสานการใช้เครื่องมือที่เหมาะสมเพื่อให้งานเสร็จสมบูรณ์ แต่ก็ยังมีงานซ่อมบำรุงบางอย่างที่เราสามารถทำเองได้ ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้ดีทีเดียว โดยงานซ่อมหรือการดูแลรักษารถยนต์ที่คุณทำเองได้นั้นก็มีดังนี้

1.ล้างรถให้สะอาด

นอกจากการบำรุงรักษาส่วนสำคัญอื่นๆ แล้ว การรักษาความสะอาดโดยการล้างรถเป็นประจำ จะทำให้รถดูใหม่ มีสีสันแวววาวน่าใช้งาน ทั้งยังเป็นการตรวจสอบสภาพรถในส่วนต่างๆ ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ หากเกิดคำถามในใจว่า ควรล้างรถบ่อยแค่ไหน คำตอบของเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับสถานที่ตั้งและสภาพภูมิอากาศซึ่งเป็นปัจจัย 2 ประการที่สำคัญที่สุดในการพิจารณาความถี่ในการล้างรถ หากพักอาศัยอยู่ในบริเวณที่มีมลพิษและมีเกลือทะเลอยู่ในอากาศ เจ้าของรถควรพิจารณาล้างรถ 2-3 ครั้งต่อเดือน

วิธีล้างรถที่ถูกต้อง

สำหรับวิธีการล้างรถที่ถูกต้อง ไม่ใช่การถือสายยางฉีดน้ำและขัดถูไปเรื่อยๆ แต่ควรปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ดังนี้

  • ใช้น้ำจากสายยางฉีดบนรถ โดยเริ่มจากฉีดไล่สิ่งสกปรกในส่วนหลังคารถลงมาก่อน
  • ผสมน้ำยาทำความสะอาดรถและใช้ฟองน้ำขัดให้ทั่วทั้งคัน ตั้งแต่ส่วนบนลงมาด้านล่าง แล้วจึงฉีดน้ำสะอาดเพื่อล้างออก แล้วจึงใช้ผ้าที่แห้งและมั่นใจว่ามีความสะอาดเพียงพอ ไม่มีเศษหินหรือทรายติดอยู่เช็ดให้แห้ง และใช้น้ำยาขัดเงาขัดให้ทั่วอีกครั้ง
  • บริเวณล้อรถให้ทำการฉีดน้ำให้ทั่วแล้วขัดด้วยแปรงที่มีขนค่อนข้างอ่อน ส่วนของฝาครอบและส่วนของยางรถอาจใช้สเปรย์ที่มีคุณสมบัติฉีดพ่นเพื่อรักษาผิวให้เงางาม

2.ทำความสะอาดในส่วนของเบาะที่นั่ง

เบาะที่นั่งนั้นมักจะหุ้มด้วยหนัง การทำความสะอาดจึงควรขัดด้วยแปรงที่มีขนอ่อนนุ่มแล้วนำผ้าที่สะอาดชุบน้ำยาถูให้ทั่วและทำการขัดเบาะให้เกิดมันวาวจนเป็นที่พอใจ

3.ตรวจปริมาณน้ำฉีดกระจก

บางครั้งผู้ขับขี่ต้องตรวจดูปริมาณน้ำฉีดกระจก เนื่องจากบางครั้งต้องฉีดล้างกระจกเพื่อเพิ่มทัศวิสัยขณะขับรถ หรือล้างเศษแมลงที่ติดกระจกรถ นอกจากนี้ควรปรับรูฉีดน้ำให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมอีกด้วย

4.รถยนต์ไม่ใช่รถขนขยะ

อย่าปล่อยให้ด้านในรถเป็นที่ทิ้งขยะปริมาณมากๆ โปรดจำไว้ว่าด้านในของรถไม่ได้เป็นถังขยะ ดังนั้นควรเลิกทิ้งขยะจนเปรอะเปื้อนและสิ่งกลิ่นเหม็นในรถ แล้วเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นการทำความคุ้นเคยกับการทำความสะอาดรถอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ติดเป็นนิสัย การทำความสะอาดภายในรถจะเกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย สามารถลดความเครียดในชีวิตประจำวันและทำให้ประสบการณ์การขับขี่สนุกขึ้น

การดูแลรักษารถควรทำเป็นประจำ เพื่อตรวจเช็คสภาพก่อนขับและป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ อีกทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายบางส่วนได้อีกด้วย ส่วนที่เกินความสามารถหรือต้องใช้อุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ตรวจสอบ ควรนำเข้าศูนย์เพื่อตรวจสอบตามระยะเวลาที่กำหนด ก็จะช่วยยืดอายุการใช้งานของรถและเพิ่มความมั่นใจของผู้ขับขี่ได้มากขึ้น

Posted in เคล็ดลับดูแลรถ | Tagged | Leave a comment