เหล็กกันโคลงหลังรถ เสริมสมรรถนะให้การขับขี่นุ่มนวล ปลอดภัยตลอดทุกเส้นทาง

รถยนต์แต่ละคันนั้น ล้วนมาพร้อมระบบความปลอดภัยในการขับขี่ที่โรงงานผลิตขึ้นมาบนพื้นฐานเดิมเป็นหลัก ซึ่งในผู้ขับขี่บางราย ระบบความปลอดภัยต่างๆ ที่ติดตั้งมาก็ถือว่าเพียงพอสำหรับการใช้งานแล้ว แต่สำหรับผู้ขับขี่บางกลุ่มก็ยังมีความต้องการที่จะปรับแต่งระบบความปลอดภัยให้สูงมากขึ้นไปอีก

ในปัจจุบันนี้ ผู้ใช้รถส่วนใหญ่ก็ได้หันมาติดเหล็กกันโคลงหลังรถกันมากขึ้น เพื่อให้รถยนต์มีความหนึบ นุ่มนวล และควบคุมง่าย อันนำมาซึ่งความปลอดภัยในการขับขี่เพิ่มมากขึ้นด้วยนั่นเอง และเพื่อให้คุณได้มีตัวเลือกในการเสริมสมรรถนะช่วงล่างของรถยนต์ที่จะช่วยให้คุณขับรถได้นุ่มและควบคุมง่ายยิ่งขึ้น วันนี้เราจะพาคุณไปทำความรู้จักอุปกรณ์ AC POWER TWIN ARMS ซึ่งอุปกรณ์เสริมรถยนต์ชนิดนี้ มีดีอย่างไร มีวัสดุในการออกแบบจากอะไร และมีประโยชน์ในการใช้งานต่อการขับรถมากแค่ไหน ไปทำความรู้จักพร้อมๆ กันเลย

อุปกรณ์เสริม AC POWER TWIN ARMS คืออะไร?

อุปกรณ์เสริม AC POWER TWIN ARMS คือเหล็กกันโคลงบริเวณช่วงล่างของรถยนต์ ที่มีคุณสมบัติช่วยลดอาการรถโคลงเคลง, ท้ายสะบัดส่ายไปส่ายมาหรือปัญหารถร่อน ซึ่งเกิดจากการที่รถคันนั้นๆ มีน้ำหนักเบาในส่วนท้ายมากเกินไป ทำให้ยากต่อการควบคุม และอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุตามมาได้ โดยอุปกรณ์ดังกล่าวนี้จะทำหน้าที่คอยเสริมสมรรถนะให้แก่ล้อรถยนต์ทั้ง 4 ข้างให้สามารถยึดเกาะถนนได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นพื้นถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อ, ทางลูกรังหรือพื้นผิวถนนที่มีสภาพขรุขระ ก็จะสามารถขับขี่ได้อย่างนุ่มนวลมากขึ้น ถือเป็นอุปกรณ์เสริมที่มีประโยชน์และช่วยลดอุบัติเหตุได้เป็นอย่างดี

อุปกรณ์เสริม AC POWER TWIN ARMS มีที่มาในการออกแบบจากแนวคิดใด?

ผู้ที่คิดค้นอุปกรณ์เสริมชนิดนี้ มีโอกาสได้ทำธุรกิจเกี่ยวกับรถยนต์มาเป็นอย่างดีตลอดระยะเวลา 10 ปี ทำให้ได้สังเกตเห็นถึงอาการต่างๆ ของรถที่เกิดขึ้น จนทำให้สามารถต่อยอดได้มาเป็น AC POWERR TWIN ARMS อุปกรณ์เสริมซึ่งทำหน้าที่ช่วยเสริมสมรรถนะให้กับรถยนต์ประเภทต่างๆ ได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้ทุกการขับขี่บนท้องถนนเป็นไปอย่างปลอดภัย โดยที่ผู้ขับไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดอาการของรถต่างๆ ระหว่างการใช้งานอีกต่อไป

อุปกรณ์เสริม AC POWER TWIN ARMS ผลิตจากอะไร?

วัสดุหลักของอุปกรณ์เสริม AC POWER TWIN ARMS คือเหล็กที่ถูกหล่อเหนียวให้ได้รูปทรงและความแข็งแรงคงทนในการนำมาใช้เป็นเหล็กกันโคลง โดยนำมาติดตั้งไว้บริเวณด้านหลังของช่วงล่าง เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับแหนบชนิดพิเศษ โดยมีเข็มขัดเหล็กรัดเข้ากับแชสซีส์ และบุชยูรีเธน ทำให้สามารถรองรับน้ำหนักปริมาณมากๆ ได้ดี และมีความทนทานต่อการใช้งานในระยะยาวได้ดีด้วยเช่นเดียวกัน

อุปกรณ์เสริม AC POWER TWIN ARMS ติดตั้งยากหรือไม่?

ผู้ใช้รถทุกท่านสามารถติดตั้งอุปกรณ์เสริม AC POWER TWIN ARMS ได้ด้วยตัวเองง่ายๆ แต่ต้องเข้าใจถึงรูปแบบการติดตั้งอย่างแท้จริงเสียก่อน เพื่อให้เกิดการติดตั้งที่ถูกวิธีและการใช้งานที่ถูกรูปแบบ โดยควรให้ช่างผู้ชำนาญเป็นผู้ติดตั้งจะดีกว่า และระยะเวลาในการติดตั้งนั้นจะต้องไม่เกิน 4 ชั่วโมง คุณสามารถจอดรถทิ้งไว้เพื่อให้ช่างดำเนินการและสามารถนำรถกลับได้เลยหลังจากเสร็จสิ้นการติดตั้ง

ประโยชน์ของอุปกรณ์เสริม AC POWER TWIN ARMS

อุปกรณ์เสริมชนิดนี้ มาพร้อมประโยชน์ดีๆ หลายอย่าง สำหรับรถยนต์ที่ต้องการสมรรถนะในการขับขี่ที่มั่นคงมากขึ้น โดยเฉพาะรถที่เน้นใช้ความเร็วและความแรงเป็นหลัก ซึ่งตัวเหล็กกันโคลงนั้นจะทำให้ล้อรถแต่ละข้างยึดเกาะพื้นถนนได้ดียิ่งขึ้น ทำให้สามารถขับรถบนสภาพพื้นผิวถนนที่มีความขรุขระหรือเป็นลักษณะเป็นหลุมบ่อได้ดียิ่งขึ้นตามไปด้วย อีกทั้งยังสามารถวิ่งใช้ความเร็วบริเวณทางโค้งต่างๆ ด้วยความหนึบ และนุ่มนวลมากยิ่งขึ้นได้ด้วยเช่นกัน

จะเห็นได้ว่าประสิทธิภาพและคุณสมบัติของอุปกรณ์เสริม AC POWER TWIN ARMS นั้นถือเป็นสิ่งที่จำเป็น ที่ผู้ใช้รถใช้ถนนควรเลือกติดตั้งให้กับรถของคุณ เพราะจะทำให้เกิดความมั่นใจมากขึ้นในทุกการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์, รถกระบะ, รถตู้ หรือรถประเภทไหนก็ตามสามารถติดตั้งได้ทั้งสิ้น เพื่อช่วยเสริมสมรรถนะการขับขี่ให้มาพร้อมความปลอดภัยตลอดทุกเส้นทางนั่นเอง

Posted in เคล็ดลับดูแลรถ | Tagged , , , , , | Leave a comment

เหล็กกันโคลงหลังรถกระบะ อุปกรณ์เสริมที่ช่วยให้สมรรถนะการขับขี่ดีขึ้น

อุปกรณ์เสริมรถยนต์แต่ละประเภทนั้น มีความจำเป็นในการใช้งานที่แตกต่างกันไป รถบางคันอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้ เพราะสมรรถนะในการขับขี่แต่เดิมนั้นก็ถือว่าเพียงพอแล้ว แต่รถบางคันก็มีความจำเป็นที่จะต้องติดอุปกรณ์เสริมเข้าไปเพิ่ม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการใช้งานรถยนต์ที่สูงและปลอดภัยขึ้น เช่นเดียวกับอุปกรณ์เสริมอย่างเหล็กกันโคลงหลังรถกระบะ ซึ่งผู้ใช้รถหลายท่านนิยมเลือกติดตั้งเพื่อให้ขับขี่ได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น และทำให้เกิดความมั่นใจในขณะขับขี่ตามมา วันนี้เราจะมาดูกันว่าเหล็กกันโคลงหลังรถกระบะนั้นคืออะไร และมีความจำเป็นที่จะต้องติดหรือไม่ เพื่อให้ผู้ใช้รถได้ทราบถึงคุณสมบัติและจุดประสงค์ของการใช้งานที่แท้จริง

เหล็กกันโคลงหลังรถกระบะ คืออะไร ทำหน้าที่อะไรบ้าง?

เหล็กกันโคลงหลังรถกระบะ คืออุปกรณ์เสริมที่มีลักษณะเป็นเหล็กดามยึดเกาะตรงบริเวณช่วงล่างของรถ ไม่ให้เกิดอาการโคลงเคลง ท้ายปัดหรืออาการรถร่อน ส่ายไปส่ายมา เพราะโดยปกติแล้ว รถกระบะหรือรถบรรทุกที่ถูกออกแบบมาจากโรงงานนั้นจะออกแบบมาเพื่อใช้บรรทุกของหนักประมาณ 1-2 ตันโดยเฉพาะ ซึ่งหากไม่ได้บรรทุกของ ท้ายรถก็จะมีความเบา นำมาซึ่งอาการโคลงเคลง ส่ายไปมาหรือท้ายปัดได้ ซึ่งจะทำให้ยากต่อการควบคุม กลายเป็นปัญหาต่อการขับขี่ และอาจจะเกิดอันตรายตามมาได้ในที่สุด

ขับรถกระบะ จำเป็นต้องติดเหล็กกันโคลงหรือไม่?

แม้จะยังไม่มีการยืนยันออกมา 100% ว่าเหล็กกันโคลงเป็นสิ่งจำเป็นที่รถกระบะทุกคันจะต้องติด แต่ก็ถือเป็นอุปกรณ์เสริมที่มีความสำคัญและช่วยเสริมสมรรถนะในการขับขี่เพื่อความปลอดภัยได้ ดังนั้น หากผู้ขับขี่ท่านใดที่ต้องการเสริมความมั่นใจในการขับรถ โดยเฉพาะการขับขี่รถในระยะทางไกลที่อาจจะต้องอาศัยความเร็งและแรง การติดเหล็กกันโคลงก็ย่อมช่วยเสริมสร้างสมรรถนะการใช้รถให้เป็นไปอย่างปลอดภัยและมั่นคงขึ้นได้แน่นอน

ใครที่นิยมติดเหล็กกันโคลงหลังรถกระบะ

โดยทั่วไปแล้ว เราสามารถแยกกลุ่มผู้ขับขี่ที่ติดเหล็กกันโคลงตามจุดประสงค์ของการใช้งานจริงออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้

1.กลุ่มผู้ขับขี่ที่เน้นความแรงและเร็ว

แน่นอนว่ากลุ่มผู้ขับขี่ที่เน้นความแรงและเร็ว ย่อมต้องการให้รถมีสมรรถนะในการขับขี่ที่ปลอดภัย ไม่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุระหว่างทาง การติดเหล็กกันโคลงเพื่อให้ท้ายไม่ปัด, รถไม่ร่อน และสามารถควบคุมยานพาหนะได้ดีขึ้นนั้น จึงถือเป็นสิ่งจำเป็น และถือเป็นคุณประโยชน์ที่ดีสำหรับผู้ที่มักจะขับขี่รถเร็วโดยไม่ชะลอ โดยเฉพาะในช่วงทางโค้งหรือทางที่มีหลุมบ่อ ทำให้ลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุได้ดีทีเดียว

2.กลุ่มผู้ขับขี่ที่เน้นโชว์ความสวยงามของรถ

การติดเหล็กกันโคลงในกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มของผู้ขับขี่รถกระบะที่ต้องการตกแต่งรถเพื่อความสวยงามเป็นหลัก โดยเน้นความโดดเด่นไม่ซ้ำใคร และไม่ได้เน้นสมรรถนะในการขับขี่ด้วยความเร็วหรือแรงมากนัก โดยการตกแต่งนั้นก็จะมีการเพิ่มเติมเหล็กกันโคลงเข้ามา เนื่องจากมีการเปลี่ยนอุปกรณ์ภายในและภายนอกรถยนต์เพิ่มเติม เช่น ล้อแม็ก, ยาง, โช๊ค และอุปกรณ์เสริมอื่นๆ ทำให้จำเป็นต้องติดเหล็กกันโคลงเอาไว้เพื่อความมั่นใจและสร้างความปลอดภัยมากกว่าเดิม

นอกจาก 2 กลุ่มผู้ใช้รถข้างต้นแล้ว ก็ยังมีอีก 1 กลุ่มนั่นก็คือ ผู้ขับขี่ที่ไม่จำเป็นต้องติดเหล็กกันโคลงหลังรถ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ชอบรถในสภาพเดิมๆ จากโรงงาน และไม่เน้นขับขี่แรงหรือเร็วอย่างใด ซึ่งถ้าลดอัตราความเร็วในการขับลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องติดเหล็กกันโคลง เพราะความเร็วในระดับปกติก็สามารถทำให้คุณขับขี่อย่างปลอดภัยได้

จริงๆ แล้วข้อดีของเหล็กกันโคลงนั้น ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ให้กับผู้ใช้รถทุกท่าน ซึ่งถือเป็นอุปกรณ์เสริมที่สามารถติดเพิ่มเพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ แต่สุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ใช้รถ ว่าจะเห็นความจำเป็นในการติดมากน้อยแค่ไหน เพราะหากคุณขับขี่ด้วยความเร็วในระดับที่ปลอดภัยอยู่แล้ว ก็อาจจะไม่ต้องติดเหล็กกันโคลงให้สิ้นเปลือง แต่หากคุณเป็นคนที่ขับรถเน้นความแรงและเร็วเป็นหลัก เหล็กกันโคลงหลังรถก็นับว่าเป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับคุณอย่างมากทีเดียว

Posted in เคล็ดลับดูแลรถ | Tagged , , , , | Leave a comment

5 วิธีดูแลรักษาสภาพภายนอกของรถยนต์

การดูแลสภาพภายนอกของรถยนต์นั้น หมายถึงส่วนต่างๆ ที่อยู่ภายนอกรถยนต์ ที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน ยกตัวอย่าง เช่น ล้อรถ ที่ปัดน้ำฝน และสีของรถ เป็นต้น ซึ่งการดูแลส่วนประกอบเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญต่อการรักษาสภาพรถให้พร้อมใช้งาน และช่วยยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานขึ้น มาดูกันว่าจะสามารถดูแลรักษาส่วนนี้ อย่างไรกันบ้าง

1.ตรวจสอบลมยางและเพิ่มลมยางเมื่อจำเป็น

หากลมยางแฟบหรือมีมากเกินไป ต้องจัดการให้ลมยางอยู่ในระดับมาตรฐานที่กำหนด เช่น ลองมองไปที่ด้านข้างขอบยางและค้นหาว่า “ความดันสูงสุด” ตามด้วยตัวเลขและตัวอักษร “PSI” จากนั้นให้คลายเกลียวฝายางและกดเกจวัดลมยางบนหัวเติมลมยางเพื่อดูแรงดันด้านในยางจริง ถ้าต่ำกว่า PSI (หน่วยปอนด์ต่อตารางนิ้ว) ให้ใช้เครื่องเติมลมเพื่อเพิ่มอากาศให้กับยางจนกว่าจะเท่ากับระดับ PSI ที่กำหนดไว้ ซึ่งเครื่องเติมลมยางนั้นมักจะมีให้บริการที่ปั๊มน้ำมัน สามารถใช้บริการได้ฟรี และผู้ขับขี่ ควรทราบว่า หากลมยางต่ำจะทำให้รถยนต์สิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้นและทำให้ยางของเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร

2.ใช้เงินเหรียญเพื่อตรวจสอบยางที่สึกหรอ

ในต่างประเทศ มีเคล็ดลับการตรวจสอบสภาพยางว่าสึกหรอมากน้อยเพียงใดโดยใช้เหรียญเพนนี (เหรียญ 1 เซนต์) วิธีการให้พลิกเหรียญขึ้นและถือไว้ให้เห็นหัวของลิงคอล์น ใส่เงินลงในร่องระหว่างยางดอกยางและดูว่าหัวลิงคอล์นยังสามารถมองเห็นได้ชัดเจน สามารถแปลความหมายได้ 2 รูปแบบ คือ

  • หากเห็นผมของลิงคอล์นหมายความว่าผู้ขับขี้จะต้องเปลี่ยนยางใหม่เร็วๆ นี้
  • หากเห็นหัวทั้งหมดของลิงคอล์น หมายความว่าจะต้องเปลี่ยนยางใหม่โดยทันที

3.สลับยางทุกๆ 5,000 ไมล์ (ประมาณ 80,000 กิโลเมตร)

ก่อนจะทำการสลับยาง ผู้ขับขี่ต้องศึกษาคู่มือการใช้รถในรุ่นที่ใช้งานว่าสามารถทำได้หรือไม่ และต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่ายางด้านหน้าและยางด้านหลังมีสภาพที่ไม่แตกต่างกันมากนัก เมื่อแน่ใจจึงทำการสลับยางซึ่งควรสลับยางด้านเดียวกันเท่านั้น เช่น ยางหลังด้านซ้าย สลับกับยางหน้าด้านซ้าย

4.เปลี่ยนยางปัดน้ำฝน เมื่อเริ่มเสื่อมสภาพ

ยางปัดน้ำฝนหน้ารถ เป็นอุปกรณ์สำหรับความปลอดภัยที่สำคัญ เมื่อใช้งานไปเรื่อยๆ แล้วพบว่าเริ่มเกิดรอยบนกระจกหน้ารถหมายความว่าจำเป็นต้องเปลี่ยน ในรถยนต์ส่วนใหญ่สามารถเปลี่ยนยางปัดน้ำฝนได้ด้วยตนเอง หากผู้ขับขี่ไม่สามารถทราบวิธีถอดยางปัดน้ำฝนควรศึกษาคู่มือการใช้หรือคู่มือซ่อมขอบรถรุ่นนั้นๆ

5.แว็กซ์เคลือบเงารถยนต์ปีละสองครั้ง

การแว็กซ์เคลือบเงารถยนต์จะช่วยป้องกันสีรถให้สดใหม่ ดูดี และสวยงาม นอกจากนี้ยังป้องกันสนิมได้อีกด้วย

นอกจากดูแลรักษาเครื่องยนต์ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ แล้ว ส่วนต่างๆ ภายนอกตัวรถ ก็สำคัญไม่แพ้กัน ผู้ขับขี่ควรใส่ใจดูแล เพื่อเป็นการป้องกันค่าใช้จ่ายก่อนถึงเวลาอันควร และช่วยให้ผู้ขับขี่มั่นใจและสบายใจเมื่อใช้รถบนท้องถนนร่วมกับผู้อื่น

Posted in เคล็ดลับดูแลรถ | Tagged | Leave a comment

5 วิธีบำรุงรักษาระบบอิเล็กทรอนิกส์ในรถยนต์กับจุดสำคัญต่างๆ ที่คุณต้องรู้ !

รถยนต์ประกอบด้วยหลายชิ้นส่วนและหลายระบบที่มีการทำงานเกี่ยวข้องกัน โดยระบบไฟและระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็เป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญ ทำให้รถสามารถใช้งานในสภาพปกติได้อย่างราบรื่น ซึ่งการตรวจสอบระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลรักษารถยนต์ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน มาดูกันว่าเราควรตรวจสอบและดูแลรักษาจุดไหนของรถบ้าง

1.ทำความสะอาดจุดสัมผัสบนขั้วแบตเตอรี่ปีละครั้ง

จุดสัมผัสของสายไฟและขั้วแบตเตอรี่อาจถูกกัดกร่อนหรือปกคลุมด้วยสิ่งสกปรก ทำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านระบบของรถได้ยากขึ้น หากตรวจพบควรใช้ไขควงวงแหวนขนาดที่ถูกต้องเพื่อคลายสกรูที่ยึดสายลบ (-) ไว้ในแบตเตอรี่จากนั้นจึงเลื่อนสายเคเบิลออก ทำแบบเดียวกันกับสายบวก (+) ใช้แปรงจุ่มน้ำยาทำความสะอาดขัดบริเวณที่สกปรกจนมั่นใจ จึงเช็ดแบตเตอรี่ด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆ ต่อสายบวกและสายลบเข้ากับแบตเตอรี่อีกครั้ง

2.ทดสอบไฟส่องสว่าง ไฟเบรกและไฟเลี้ยว

วิธีการง่ายๆ ในการทดสอบไฟส่องสว่างและไฟเลี้ยว โดยให้เพื่อนยืนอยู่หน้ารถ ขณะที่ผู้ขับขี่ทดลองเปิดไฟต่ำและไฟสูง จากนั้นทดสอบสัญญาณเลี้ยวซ้ายและขวา ถัดไปขอให้เพื่อนย้ายไปด้านหลังของรถในขณะที่ทำการทดสอบไฟเบรกและสัญญาณเลี้ยวแต่ละครั้งอีกครั้ง หากพบว่าระบบไฟทำงานผิดปกติหรือหลอดเสีย ให้ดูที่คู่มือการใช้งานหรือคู่มือซ่อมเฉพาะเพื่อเป็นแนวทางในการซ่อมแซมและแก้ไข

3.ตรวจสอบและเปลี่ยนฟิวส์ที่เสียหาย

หากไฟเพียงบางดวงส่องสว่างจากภายในรถ อาจสันนิษฐานได้ว่าฟิวส์อาจขาดหรือเกิดปัญหา ให้มองหาฟิวส์สำรองซึ่งปกติจะถูกเก็บไว้ภายในรถของคุณ และมักจะอยู่ที่ตำแหน่งหัวเข่าซ้ายเมื่อนั่งอยู่ในที่นั่งคนขับ หากไม่พบลองเปิดคู่มือการใช้รถเพื่อหาฟิวส์สำรองที่เหมาะสม

4.เปลี่ยนหัวเทียนทุกๆ 30,000 ไมล์ (ประมาณ 48,000 กิโลเมตร)

โดยผู้ขับขี่เปิดฝาครอบและหาสายหัวเทียนที่ต่อเข้ากับด้านบนของเครื่องยนต์ จับส่วนที่อยู่ใกล้ที่สุดกับฐานที่ต่ำและดึงขึ้นเพื่อถอดปลั๊กออกจากหัวเทียน ใช้ปลั๊กหัวเทียนและวงแหวนเพื่อคลายสลักหัวเทียน แล้วดึงขึ้นและออกจากเครื่องยนต์

5.ใช้เครื่องสแกน OBD-II เพื่อตรวจสอบและค้นหารหัสข้อผิดพลาด

เครื่อง OBD-II เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ตรวจสอบข้อมูลการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ภายในรถยนต์กับ ระบบคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งในรถยนต์ แล้วแสดงผลเพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้ขับขี่หรือช่างได้รับทราบข้อมูล หากพบรหัสข้อผิดพลาด ให้ทำการตรวจสอบกับคู่มือหรือเว็บไซต์ผู้ผลิตเพื่อช่วยในการระบุว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับรถที่อาจต้องได้รับการซ่อมแซมหรือไม่

ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในรถยนต์มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่มีการนำระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบ AI มาช่วยในการทำงานของเครื่องยนต์หรือระบบกลไกต่างๆ ผู้ขับขี่ควรตรวจสอบการทำงานเป็นระยะเพื่อป้องกันปัญหาซึ่งหากตรวจพบก็จะสามารถทำการแก้ไขได้ทันท่วงที

Posted in เคล็ดลับดูแลรถ | Tagged | Leave a comment

4 วิธีดูแลรักษารถด้วยตัวคุณเองง่ายๆ ยืดอายุรถให้ใช้งานยาวนานขึ้น

ในขณะที่รถยนต์รุ่นใหม่ๆ มีความซับซ้อนมากขึ้นและต้องใช้คอมพิวเตอร์หรือเครื่องมือไฮเทคเพื่อการซ่อมบำรุงรวมกับช่างซ่อมที่ได้รับการการฝึกอบรม ผสานการใช้เครื่องมือที่เหมาะสมเพื่อให้งานเสร็จสมบูรณ์ แต่ก็ยังมีงานซ่อมบำรุงบางอย่างที่เราสามารถทำเองได้ ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้ดีทีเดียว โดยงานซ่อมหรือการดูแลรักษารถยนต์ที่คุณทำเองได้นั้นก็มีดังนี้

1.ล้างรถให้สะอาด

นอกจากการบำรุงรักษาส่วนสำคัญอื่นๆ แล้ว การรักษาความสะอาดโดยการล้างรถเป็นประจำ จะทำให้รถดูใหม่ มีสีสันแวววาวน่าใช้งาน ทั้งยังเป็นการตรวจสอบสภาพรถในส่วนต่างๆ ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ หากเกิดคำถามในใจว่า ควรล้างรถบ่อยแค่ไหน คำตอบของเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับสถานที่ตั้งและสภาพภูมิอากาศซึ่งเป็นปัจจัย 2 ประการที่สำคัญที่สุดในการพิจารณาความถี่ในการล้างรถ หากพักอาศัยอยู่ในบริเวณที่มีมลพิษและมีเกลือทะเลอยู่ในอากาศ เจ้าของรถควรพิจารณาล้างรถ 2-3 ครั้งต่อเดือน

วิธีล้างรถที่ถูกต้อง

สำหรับวิธีการล้างรถที่ถูกต้อง ไม่ใช่การถือสายยางฉีดน้ำและขัดถูไปเรื่อยๆ แต่ควรปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ดังนี้

  • ใช้น้ำจากสายยางฉีดบนรถ โดยเริ่มจากฉีดไล่สิ่งสกปรกในส่วนหลังคารถลงมาก่อน
  • ผสมน้ำยาทำความสะอาดรถและใช้ฟองน้ำขัดให้ทั่วทั้งคัน ตั้งแต่ส่วนบนลงมาด้านล่าง แล้วจึงฉีดน้ำสะอาดเพื่อล้างออก แล้วจึงใช้ผ้าที่แห้งและมั่นใจว่ามีความสะอาดเพียงพอ ไม่มีเศษหินหรือทรายติดอยู่เช็ดให้แห้ง และใช้น้ำยาขัดเงาขัดให้ทั่วอีกครั้ง
  • บริเวณล้อรถให้ทำการฉีดน้ำให้ทั่วแล้วขัดด้วยแปรงที่มีขนค่อนข้างอ่อน ส่วนของฝาครอบและส่วนของยางรถอาจใช้สเปรย์ที่มีคุณสมบัติฉีดพ่นเพื่อรักษาผิวให้เงางาม

2.ทำความสะอาดในส่วนของเบาะที่นั่ง

เบาะที่นั่งนั้นมักจะหุ้มด้วยหนัง การทำความสะอาดจึงควรขัดด้วยแปรงที่มีขนอ่อนนุ่มแล้วนำผ้าที่สะอาดชุบน้ำยาถูให้ทั่วและทำการขัดเบาะให้เกิดมันวาวจนเป็นที่พอใจ

3.ตรวจปริมาณน้ำฉีดกระจก

บางครั้งผู้ขับขี่ต้องตรวจดูปริมาณน้ำฉีดกระจก เนื่องจากบางครั้งต้องฉีดล้างกระจกเพื่อเพิ่มทัศวิสัยขณะขับรถ หรือล้างเศษแมลงที่ติดกระจกรถ นอกจากนี้ควรปรับรูฉีดน้ำให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมอีกด้วย

4.รถยนต์ไม่ใช่รถขนขยะ

อย่าปล่อยให้ด้านในรถเป็นที่ทิ้งขยะปริมาณมากๆ โปรดจำไว้ว่าด้านในของรถไม่ได้เป็นถังขยะ ดังนั้นควรเลิกทิ้งขยะจนเปรอะเปื้อนและสิ่งกลิ่นเหม็นในรถ แล้วเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นการทำความคุ้นเคยกับการทำความสะอาดรถอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ติดเป็นนิสัย การทำความสะอาดภายในรถจะเกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย สามารถลดความเครียดในชีวิตประจำวันและทำให้ประสบการณ์การขับขี่สนุกขึ้น

การดูแลรักษารถควรทำเป็นประจำ เพื่อตรวจเช็คสภาพก่อนขับและป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ อีกทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายบางส่วนได้อีกด้วย ส่วนที่เกินความสามารถหรือต้องใช้อุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ตรวจสอบ ควรนำเข้าศูนย์เพื่อตรวจสอบตามระยะเวลาที่กำหนด ก็จะช่วยยืดอายุการใช้งานของรถและเพิ่มความมั่นใจของผู้ขับขี่ได้มากขึ้น

Posted in เคล็ดลับดูแลรถ | Tagged | Leave a comment

4 วิธีดูแลรักษารถยนต์ประจำวัน เพื่อให้รถพร้อมใช้งานอยู่เสมอ

เนื่องจากปัจจุบันมีรถยนต์บนท้องถนนจำนวนมาก บ่อยครั้งจึงทำให้เกิดปัญหารถติด และบางครั้งก็เกิดอาการเสียจนต้องจอดกีดขวางทางจราจร เนื่องจากรถเหล่านั้นขาดการดูแลรักษาที่ถูกวิธีหรือไม่นำเข้าเช็คที่ศูนย์ซ่อมบำรุงตามระยะเวลาที่กำหนด จึงกลายเป็นปัญหาประการหนึ่งที่ทำให้เกิดรถติด ก่อความเดือดร้อนให้ผู้ใช้รถใช้ถนนและยังเป็นการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเปล่าประโยชน์อีกด้วย

การดูแลรถยนต์ประจำวันเพื่อรถพร้อมใช้งานอยู่เสมอ

การดูแลรถประจำวันเป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติอย่างมาก เพื่อรักษารถยนต์ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ แถมยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุลงได้อีกด้วย โดยคุณควรปฏิบัติดังนี้

1.ตรวจสอบลมยาง

การยืดอายุการใช้งานของรถยนต์ควรตรวจดูอย่างละเอียดอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง แต่สำหรับลมยางนั้น ควรตรวจดูทุกวัน โดยสังเกตว่ายางแต่ละเส้นอ่อนไปหรือไม่ หากยางอ่อนไป จะทำให้รถใช้พลังงานมากขึ้น มีอาการเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง รถส่าย หรืออาจเสียการทรงตัว และยังส่งผลก่อให้เกิดอุบัติเหตุตามมาได้อีกด้วย

2.ตรวจสอบระบบระบายความร้อน

บางคนอาจคิดว่าไม่สำคัญหรือละเลยระบบระบายความร้อน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เครื่องยนต์ร้อนจัดจนจอดเสียบนท้องถนนที่เกิดขึ้นมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ การดูแลระบบระบายความร้อนนั้นไม่ได้ยุ่งยากแต่ประการใด เพียงเปิดฝาหม้อน้ำออกและตรวจดูระดับน้ำ หากพบว่ามีระดับน้ำต่ำเกินไป ให้ทำการเติมน้ำที่สะอาดลงไปให้เต็ม แต่ถ้าเป็นรถรุ่นใหม่บางคัน อาจมีกล่องพลาสติกเพื่อใช้พักน้ำและมีท่อเล็ก ๆ ต่อถึงหม้อน้ำ ให้สังเกตระดับน้ำที่เก็บน้ำสำรอง ถ้าระดับต่ำกว่าขีดให้ทำการเติมน้ำสะอาดให้เต็มที่กล่องเก็บน้ำสำรอง

3.ตรวจสอบระบบเบรก

ระบบเบรกเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยในการรักษาชีวิตให้ปลอดภัยและมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ การตรวจเช็คระบบเบรกโดยการตรวจสอบน้ำมันเบรกจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก โดยมีประเด็นที่ต้องพิจารณา 2 ส่วน คือ

  • การตรวจระดับน้ำมันเบรกในกระบอกเก็บในปั๊มเบรก ถ้ามีระดับต่ำกว่าจุดที่สูงที่สุด (MAX) ให้ทำการเติมจนเท่ากับระดับระดับที่สูงที่สุดนั้น
  • ควรตรวจดูสีของน้ำมันเบรก ถ้ามีสีเข้มเกือบดำแสดงว่าน้ำมันเบรกใกล้หมดประสิทธิภาพในการทำงาน ต้องทำการเปลี่ยนทันที และโดยทั่วไปควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุกการใช้งาน 20,000 กิโลเมตร

4.ตรวจสอบรอยรั่วใต้ท้องรถ

การเป็นคนช่างสังเกตจะช่วยลดอุบัติเหตุและช่วยให้รถมีสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ เช่น การก้มตรวจสอบรอยรั่วต่าง ๆ ใต้ท้องรถ หากมีน้ำรั่วหยด อาจเกิดปัญหาที่ระบบระบายความร้อนซึ่งอาจเกิดจากข้อต่อหรือหม้อน้ำ แต่ถ้าพบการรั่วบริเวณล้อรถและเป็นน้ำมันเบรก ต้องงดใช้งานทันที และควรนำรถไปตรวจเช็คสภาพเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

การดูแลรักษารถประจำวัน ควรทำทุกวันจนกลายเป็นพฤติกรรมคุ้นเคย เพราะจะช่วยรักษาสภาพรถยนต์ให้พร้อมสำหรับการใช้งานอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังช่วยลดอุบัติเหตุและลดการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายอื่นที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อีกด้วย

Posted in เคล็ดลับดูแลรถ | Tagged | Leave a comment

เคล็ดลับในการดูแลรักษารถยนต์ด้วยตัวคุณเองอย่างง่ายๆ

บ้านไหนที่มีสมาชิกในบ้านอยู่รวมกันหลายคน การใช้รถก็ย่อมมีความจำเป็นแน่นอน และก็เป็นไปได้ที่ทุกคนจะต้องหมั่นคอยเตือนเรื่องการบำรุงรักษาหรือแจ้งเตือน เมื่อถึงเวลาที่จะต้องเข้ารับการตรวจเช็คสภาพรถที่ศูนย์บริการ แต่ถ้าหากเป็นครอบครัวเดี่ยวแล้ว การบำรุงรักษารถยนต์จะกลายเป็นความรับผิดชอบของเจ้าของรถแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งในแต่ละครั้งอาจต้องใช้เวลานานและเสียเวลา

การดูแลรักษารถยนต์ด้วยตัวเอง

การดูแลรักษารถยนต์ด้วยตนเอง เป็นสิ่งที่ผู้ขับขี่ควรทำความคุ้นเคยกับการบำรุงรักษาเป็นประจำ และขั้นตอนพื้นฐานบางอย่างควรอยู่ในความรับผิดชอบเพื่อดูแลสภาพรถให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ มาดูกันว่า วิธีใดบ้างที่คุณสามารถดูแลรักษารถยนต์ได้ด้วยตัวเอง

1.กระจกหน้ารถควรสะอาดอยู่เสมอ

กระจกหน้ารถที่สกปรกและมีรอยแตก ย่อมเป็นอันตรายต่อการขับขี่รถยนต์อย่างมาก เนื่องจากทำให้ทัศนวิสัยในการขับขี่คลุมเครือ และบางครั้งการเดินทางในเวลากลางคืนกระจกหน้ารถอาจมีซากแมลงติดอยู่ หากมีปริมาณมากควรแวะจอดปั๊มน้ำมัน แล้วใช้น้ำยาล้างรถและผ้าเช็ดทำความสะอาดรถเพื่อขจัดคราบสกปรกเหล่านี้

2.ตรวจสอบแรงดันลมยาง

การรักษาแรงดันลมยางที่ถูกต้องจะช่วยให้ผู้ขับขี่เกิดปลอดภัยและช่วยให้ประหยัดเชื้อเพลิงได้ หากมีแรงดันลมยางที่มากเกินไปหรือมีแรงดันที่ไม่ถูกต้อง อาจเพิ่มโอกาสการระเบิด นอกจากนี้ยางที่มีแรงดันที่ถูกต้องจะมีอายุการใช้งานที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม แรงดันลมยางเป็นสิ่งที่ต้องจับตาดูอยู่เสมอ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่องเมื่อยางร่อนและอุณหภูมิเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องตรวจสอบเป็นประจำและเพิ่มลมยางเมื่อจำเป็น โดยผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ผู้ขับขี่รถยนต์ควรตรวจสอบลมยางทุกครั้งที่เติมน้ำมันก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ โดยการตรวจสอบแรงดันลมยางที่ถูกวิธี ควรปฏิบัติดังนี้

  • สำหรับการอ่านค่าแรงดันลมยางที่ถูกต้องนั้น ให้ตรวจสอบแรงดันยางเสมอเมื่อยาง “เย็น” หรือใกล้เคียงกับอุณหภูมิปกติ หากขับรถมาสักระยะหนึ่งให้ปล่อยยางไว้อย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนที่จะตรวจสอบแรงดัน
  • ค้นหาแรงดันลมยางที่เหมาะสมสำหรับรถที่ใช้งานซึ่งจะอยู่ในคู่มือการใช้งาน ควรเติมลมยางเสมอตามระดับที่แนะนำนี้ไม่ว่าจะเป็นยางยี่ห้อใด
  • ตรวจเช็คแรงดันลมยางด้วยเครื่องวัดแรงดันลมยาง
  • เติมลมเมื่อจำเป็น

3.ตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่อง

น้ำมันเครื่องมีความสำคัญต่อสมรรถนะของรถ โดยมีหน้าที่ในการหล่อลื่นชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวทั้งหมดในเครื่องยนต์เพื่อไม่ทำให้เกิดการสึกหรอและฉีกขาด นอกจากนี้ยังถ่ายเทความร้อนออกจากปฏิกิริยาการเผาไหม้แล้วส่งไปยังตัวกรองน้ำมัน หากเครื่องยนต์ไม่มีน้ำมันหล่อลื่นที่เพียงพออาจทำให้รถมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ และเพื่อให้แน่ใจว่ารถมีน้ำมันหล่อลื่นเพียงพอตลอดเวลา ผู้ขับขี่ต้องตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ โดยปฏิบัติตามคู่มือการใช้งานของรถยนต์แต่ละรุ่น ซึ่งรถยนต์ส่วนใหญ่ได้รับการออกแบบเพื่อเปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุก ๆ 1,000 ไมล์ (ประมาณ 1,600 กิโลเมตร) แต่รถบางคันอาจต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเร็วกว่านั้น เนื่องจากการรั่วไหล

การดูแลรักษารถยนต์ที่สามารถทำได้ง่ายที่สุดก็คือ ปฏิบัติตามตารางการบำรุงรักษาที่แนะนำในคู่มือการใช้รถยนต์ และโปรดจำไว้ว่ารถยนต์ต้องมีงานซ่อมบำรุงเพื่อให้มีสภาพที่พร้อมใช้งาน ตลอดจนมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น ดังนั้น ก่อนที่รถคันโปรดจะเกิดการชำรุดเสียหาย หรือเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ผู้ขับขี่ควรดูแลและบำรุงรักษา เพื่อให้รถมีประสิทธิภาพที่ดีตลอดอายุการใช้งานจะดีที่สุด

Posted in เคล็ดลับดูแลรถ | Tagged | Leave a comment